Make your own free website on Tripod.com

ทรัพยากรชายฝั่้งทะเล

        ชายฝั่งทะเลไทยมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,614 กิโลเมตร โดยแยกเป็น ชายฝั่งด้านอ่าวไทย ประเทศ 1,660 กิโลเมตร ชายฝั่งด้านทะเลอันดามัน 954 กิโลเมตร ประเทศไทยนับว่ามีบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีความยาวและมีความแตกต่างกันของพื้นที่หลากหลายรูปแบบ แต่ละบริเวณจะมีความสำคัญไม่เหมือนกัน มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สามารถให้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่สำคัญ ได้แก่ ป่าชายเลน ปะการัง หาดทราย ปลาและสัตว์น้ำชายฝั่งนานาชนิด น้ำทะเล หญ้าทะเล เป็นแหล่งอาหาร แหล่งประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในด้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม นำมาซึ่งรายได้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่ดีต้องมีการจัดการที่ดีและต้องมีการนำมาใ้ช้ประโยชน์ได้ในหลาย ๆ ด้าน
สถานการณ์ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งทะเล

        ปัจจุบันทรัพยากรชายฝั่งทะเล กำลังประสบปัญหาความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง สาเหตุจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเจริญเติบโตของชุมชนเมือง ริมฝั่งทะเล การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่างๆ รวมถึงการนำทรัพยากรชายฝั่งทะเลมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่ระมัดระวังก่อให้เกิดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเล ได้แก่

        1. การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ป่าชายเลนได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากเมื่อปี พ.ศ.2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ประมาณ 2.3 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 1.05 ล้านไร่ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากกิจกรรมพัฒนาต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง การทำนากุ้ง บ่อปลา การก่อสร้างท่าเทียบเรือ อู่ซ่อมเรือ การทำเหมืองแร่ การทำการเกษตรกรรม การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล รวมถึงการระบายน้ำเสียจากชุมชน ลงสู่ป่าชายเลน ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมและลดลง มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงด้วย

        2. ทรัพยากรประมงร่อยหรอ ทรัพยากรประมงนับว่าเป็นแหล่งรายได้และผลผลิตเลี้ยงชีพของประชาชนมาช้านาน ปัจจุบันทรัพยากรประมงทะเลไทย ที่เคยอุดมสมบูรณ์กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤต เมื่อมีการตักตวงผลประโยชน์จากทะเลมากเกินพอพี ปริมาณสัตว์น้ำต่างๆ เริ่มลดลง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่มาจาก การทำประมงทะเล ปัจจุบันพบว่า ปลาหน้าดิน เริ่มลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว การใช้เครื่องมือทำการประมงอย่างไม่ถูกวิธี การทำลายแหล่งอาศัยและหากินของ สัตว์น้ำทะเล ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจับปลาจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพกลัง การผลิตตามธรรมชาติแล้ว ยังมีสาเหตุจากความเสื่อมโทรมและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งทะเลด้วย

        3. หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเล พืชทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมาก เป็นแหล่งอาหารและแหล่งผลิตออกซิเจนให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในท้องทะเล โดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อนและพะยูน ในน่านน้ำไทยพบหญ้าทะเลแล้วทั้งสิ้น 13 ชนิด และสาหร่ายทะเลไม่น้อยกว่า 300 ชนิด สาหร่ายทะเลบางชนิดเป็นอาหารของมนุษย์และยังใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดสาร Phycocolloid คือ วุ้น alginate และ carrageenan ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหารประเภทเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และยา

        ปัจจุบันพบว่า แหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงเหลืออยู่ในน่านน้ำไทย เช่น ทางฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดพังงาลงไปจนถึงสตูล มีหญ้าทะเลแหล่งใหญ่มากเป็นระยะๆ เชื่อมต่อกันไป ส่วนในอ่าวไทยฝั่งตะวันออกพบที่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง และที่คุ้งกระเบน ส่วนอ่าวไทยฝั่งตะวันตก พบเป็นระยะๆ จากจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย เกาะพะงันและปัตตานี ซึ่งแหล่งหญ้าทะเลหลายแห่ง ได้เสื่อมโทรมไปมาก แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันยังเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอย่างมาก
        สาหร่ายทะเล ที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งที่มีสาหร่ายวุ้นอยู่ตามธรรมชาติอย่างหนาแน่น ปัจจุบันได้สูญสิ้นไปเกือบหมด บริเวณเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เคยมีความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายทะเลอยู่มากก็ลดปริมาณลงเช่นกัน

        4. พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลและกินหญ้าทะเลเป็นหลัก พะยูนเคยอาศัยอยู่ทั่วไปในบริเวณชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและอันดามัน ปัจจุบันพบว่าในอ่าวไทยทางด้านตะวันออกพบพะยูนจำนวนน้อยในเขตจังหวัดตราดและจันทบุรี ส่วนอ่าวไทยด้านตะวันตกไม่ปรากฏว่าพบร่องรอยของพะยูน ส่วนด้านทะเลอันดามันนั้น เหลือพะยูนประมาณ 60 ตัว อาศัยอยู่ในบริเวณหาดเจ้าไหมและเกาะลิบง จังหวัดตรังกับจังหวัดสตูล สาเหตุที่พะยูนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว คือ การถูกล่าและฆ่าโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป การอนุรักษ์พะยูนสามารถทำ ได้โดยการให้ความรู้กับประชาชนในท้องที่ที่พะยูนอาศัยอยู่ ส่งเสริมให้มีความตระหนักถึงความสำคัญของพะยูน รวมถึงการอนุรักษ์พื้นที่แหล่งหญ้าทะเล เพื่อให้พะยูนได้ใช้เป็นอาหารและสามารถขยายพันธุ์และเพิ่มปริมาณตามธรรมชาติด้วย

        5. หอยหลอด เป็นสัตว์เศรษฐกิจพบมากจังหวัดสมุทรสงคราม เรียกกันว่า ดอนหอยหลอด เป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ปัจจุบันสภาพแวดล้อมบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดมีโคลนมาทับถมมาก และบริเวณที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของหอยหลอดลดลง การใช้ปูนขาวจับหอยหลอดอย่างไม่ถูกวิธี และการทิ้งเศษขยะปฏิกูลต่างๆ ลงสู่แม่น้ำแม่กลองนับว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้หอยหลอดลดจำนวนน้อยลง

        6. ปะการัง คือ ระบบนิเวศอย่างหนึ่งในทะเล สังคมของแนวปะการังประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ หลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่ทำให้เกิดแนวปะการัง คือ ตัวปะการัง ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีโครงสร้างหินปูนที่ตัวปะการังสามารถสร้างขึ้นมาเอง โดยอาศัยแคลเซียมจากน้ำทะเลในน่านน้ำไทยโดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนใน ปะการังจะยังไม่มีการสะสมกันจนเป็นแนวปะการัง แต่จะเป็นเพียงการรวมกลุ่มกันอยู่ในที่ที่เหมาะสม เรียกว่าเป็นกลุ่มปะการังเพราะยังไม่สร้างเป็นแนว เช่น ปะการังที่เกาะสีชังและหมู่เกาะแถบพัฒนา เป็นต้น

        แนวปะการังที่พบในน่านน้ำไทยมีกระจายอยู่ทั่วอ่าวไทย ทั้งในบริเวณชายฝั่งทะเลและตามเกาะต่างๆ เมื่อแยกชนิดของปะการังแล้ว ประมาณร้อยละ 55 ของชนิดปะการังทั้งหมดพบทางฝั่งอันดามันและกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ส่วนอีกร้อยละ 45 ของชนิดปะการังทั้งหมดพบทางฝั่งอ่าวไทยกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

        สาเหตุที่ทำให้แนวปะการังถูกทำลาย มีทั้งสาเหตุทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจับสัตว์น้ำในแนวปะการังอย่างผิดวิธี การใช้ระเบิด ใช้สารเคมีและสารเบื่อเม รวมทั้งการจับหอยมือเสือและหอยอื่นๆ ที่ฝังตัวอยู่ในแนวปะการัง การเก็บปะการัง หรือการเก็บเพื่อนำมาขายให้นักท่องเที่ยว การทิ้งสมอเรือ ทำให้แนวปะการังเสียหาย การขุดร่องน้ำ การถมหรือสร้างสิ่งก่อสร้างยื่นล้ำชายหาด การทำเหมืองแร่หรือการเปิดหน้าดินเพื่อสร้างถนน การก่อสร้างอาคารริมทะเล รวมถึงการทิ้งของเสียลงสู่ทะเลทำให้น้ำทะเลเสื่อมโทรม ส่วนสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น พายุที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น พายุเกย์ เมื่อปี พ.ศ.2532 ทำให้ปะการังในแนวที่พายุพัดผ่านเสียหายได้ เช่น ที่เกาะเต่า นอกจากนี้ยังมีการถูกทำลายโดยการเจาะไชของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น หอยบางชนิด แม่เพรียง หอยเม่น ปลานกแก้ว ปลาดาวหนาม ที่กัดแทะหรือย่อยเนื้อเยื่อปะการังเป็นอาหาร เป็นต้น